วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สงครามกลางเมืองในประเทศจีน


                                      ใบความรู้เรื่อง  สงครามกลางเมืองในประเทศจีน
สงครามกลางเมือง  ค.ศ. ๑๙๔๕ - ๑๙๔๙
                ตอนปลาย  ค.ศ. ๑๙๔๕  เมื่อสหรัฐอเมริกาพยายามเข้าไกล่เกลี่ยไม่ให้เกิดสงครามกลางเมืองไม่เป็นผลสำเร็จ  ต่อมาใน  ค.ศ. ๑๙๔๖  สงครามกลางเมืองเต็มรูปจึงเกิดขึ้นระหว่างฝ่ายก๊กมินตั่งกับฝ่ายคอมมิวนิสต์  เป็นที่ปรากฏชัดว่า  ฐานะทางการเมืองระหว่างประเทศของรัฐบาลเจียงไคเช็คได้เปรียบกว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์  เนื่องจากมีที่นั่งในองค์การสหประชาชาติในฐานะเป็นสมาชิกประจำคณะมนตรีความมั่นคง  ซึ่งมีสิทธิลงคะแนนเสียงยับยั้ง  แต่ในการสงครามภายในโดยส่วนรวมแล้วก๊กมินตั่งตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ  ดังมีรายละเอียดของการต่อสู้ดังนี้
                ระยะแรก  การมีชัยของฝ่ายก๊กมินตั่ง  เนื่องจากฝ่ายก๊กมินตั่งมีกำลังเข้มแข็งกว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์มาก  คือ  มีจำนวนทหารทั้งสิ้นประมาณ  ๓  ล้านคน  ในขณะที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์มีเพียง  ๑  ล้านคน  และยังได้เปรียบที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาอีกมาก  ไม่ว่าอาวุธยุทโธปกรณ์หรือการฝึกทหาร  ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้ให้ความช่วยเหลือตั้งแต่  ค.ศ. ๑๙๓๔  ถึงต้น  ค.ศ. ๑๙๔๘  เป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า  ๒,๐๐๐  ล้าน
                ระยะที่  ๒  การต่อต้านของฝ่ายคอมมิวนิสต์  ฝ่ายคอมมิวนิสต์พยายามกระจายกำลังออกไปทั่วภาคเหนือของจีนและแมนจูเรีย  สหภาพโซเวียตยังได้ให้อาวุธและอุปกรณ์ต่างๆ  แก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์เป็นจำนวนมาก  โดยฝ่ายคอมมิวนิสต์เข้าควบคุมทางรถไฟจากภาคเหนือของจีนไปยังแมนจูเรีย  รวมทั้งทางรถไฟสายจี้หนาน - ซิงเตา (Tsinan-Tsingtao)  ในชานตุง  ทำให้กองทัพฝ่ายก๊กมินตั่งไม่สามารถส่งกำลังทางรถไฟได้
                ระยะที่  ๓  การต่อสู้ที่สำคัญของสงครามกลางเมือง  ฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้ทุ่มกำลังบุกเข้ายึดครองเมืองต่างๆ  ตั้งแต่เดือนเมษายน  ค.ศ. ๑๙๔๘  ฝ่ายก๊กมินตั๋งสูญเสียกำลังทหารทั้งบาดเจ็บล้มตายและสูญหายไปกว่า  ๓๐,๐๐๐  คน  อุปกรณ์ต่างๆ  ที่สหรัฐอเมริกาช่วยเหลือสูญเสียไปกว่าร้อยละ  ๘๕  ความพ่ายแพ้ของฝ่ายก๊กมินตั่งตามเมืองใหญ่ๆ  ทำให้เศรษฐกิจถูกทำลายและเกิดความแตกแยกทางการเมืองขึ้น
ชาวแมนจู
                ระยะที่  ๔  ความพ่ายแพ้ของฝ่ายก๊กมินตั่ง  เมื่อรัฐบาลฝ่ายก๊กมินตั่งได้ถอยร่นลงมาทางใต้  ต่อมาตอนต้น  ค.ศ. ๑๙๔๙  เจียงไคเช็คพิจารณาเห็นว่าสถานการณ์ในจีนสิ้นหวัง  จึงได้เรียกร้องให้คอมมิวนิสต์เปิดการเจรจากัน  และขอให้สหรัฐอเมริกา  อังกฤษ  ฝรั่งเศส  และสหภาพโซเวียตบีบบังคับให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์เปิดการเจรจากับฝ่ายก๊กมินตั่งซึ่งฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้เรียกร้องให้กองทัพฝ่ายก๊กมินตั่งยอมแพ้โดยปราศจากเงื่อนไข  และให้ส่งเจียงไคเช็คขึ้นพิจารณาโทษในฐานะอาชญากรสงคราม  เจียงไคเช็คจึงได้ลาออกจากตำแหน่งในวันที่  ๒๑  มกราคม  ค.ศ. ๑๙๔๙  และรองประธานาธิบดีหลีจุงเหลิน (Li Tsung Jen)  ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน  จนกระทั่งในที่สุด  เจียงไคเช็คและพวกได้อพยพไปตั้งรัฐบาลใหม่ที่เกาะฟอร์โมซาหรือไต้หวันในวันที่  ๘  ธันวาคม  ค.ศ. ๑๙๔๙  และต่อมาก็ได้ประกาศให้ไต้หวันเป็นประเทศสาธารณรัฐจีน               ฝ่ายคอมมิวนิสต์จึงได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดและครอบครองแผ่นดินใหญ่เป็นผลสำเร็จ  หลังจากได้ต่อสู้มาเป็นเวลานานเกือบ  ๒๐  ปี  และได้มีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น  ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์  เมื่อวันที่  ๑  ตุลาคม  ค.ศ. ๑๙๔๙  ตั้งชื่อประเทศว่า  สาธารณรัฐประชาชนจีน (The People’s Republic of China)  มีเหมาเจ๋อตง  เป็นผู้นำ  มีกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ให้การรับรอง  ๒๕  ประเทศ  ส่วนสหรัฐอเมริกาไม่ยอมรับรองรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์  และพร้อมกับขัดขวางมิให้จีนคอมมิวนิสต์เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น